หากจะกล่าวถึงคดีดังที่มักจะถูกนำขึ้นมา “ ตีปี๊บ” กันทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คงต้องยกให้ “คดีประวัติศาสตร์” ที่นำไปสู่ปมบาดหมางที่ยากประสานระหว่างประเทศไทย กับซาอุดิอาระเบีย อย่าง “คดีเพชรซาอุฯ” เพชรอาถรรพณ์ แห่งราชวงศ์ไฟซาล ที่จนป่านนี้เวลาผ่านไปกว่า 19 ปี ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
ผมเลยไปลองค้นเรื่องราวมาให้อ่านกัน...คับ


เวลากว่า 19 ปีแล้วที่ "อาถรรพณ์เพชรซาอุฯ" ยังไม่ตายไปจากโลกนี้ง่ายๆ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2549 พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ หนึ่งใน "ตัวละครเอก" ของตำนานเพชรซาอุฯ ก็ยังสลัดอิทธิฤทธิ์ของเพชรแห่งราชวงศ์ไฟซาลไม่พ้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา "ประหารชีวิต" ในคดี "อุ้มฆ่าสองแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์" หลังจากศาลชั้นต้นเคยพิพากษา "จำคุกตลอดชีวิต" ไปเมื่อหลายปีก่อน

คำพิพากษาประหารชีวิตเล่นเอาอดีตมือปราบพระกาฬเจ้าของฉายา "สิงเหนือ" ถึงกับคอตกอีกคำรบ และต้องกลับบางขวางเพื่อลุ้นผลการพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกาอีกครั้ง !!!

ชะตากรรมของ พล.ต.ท.ชลอ เป็นเครื่องพิสูจน์อีกครั้งว่า อาถรรพณ์เพชรซาอุฯ นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด เพราะใครก็ตามที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้อง "มีอันเป็นไป" เกือบทุกราย

เริ่มจาก นายเกรียงไกร เตชะโม่ง หนุ่มเมืองรถม้า จ.ลำปาง ซึ่งเดินทางไปทำมาหากินเพื่อหวังขุดทองในผืนทะเลทรายแห่งตะวันออกกลาง แต่ลึกๆ เขาก็ไม่ได้คิดจะไปร่ำรวยจากค่าแรงเหมือนคนงานคนอื่นเท่าใดนัก แต่คาดหวังจากการเสี่ยงดวง "เล่นไฮโล" เสียมากกว่า เพราะนิ้วมือของเขานั้น "ฝังแม่เหล็ก" ไว้ทั้งสองข้าง และเมื่อผ่านเครื่องเอกซเรย์โลหะก็จะมีสัญญาณเตือนดังขึ้นทุกครั้ง

ทว่า โชคชะตากลับชักพาไปไกลกว่านั้น เมื่อเขาถูกทาบทามให้เข้าไปทำงานในพระราชวังของกษัตริย์ซาอุดีอาระเบีย และนั่นคือปฐมบทแห่ง "มหากาพย์เพชรซาอุฯ"...

วันนั้น...ในพระราชวังอันโอ่อ่า แต่น่าแปลกที่ข้าราชบริพารต่างเร้นกายหายหน้าไปเกือบหมด นายเกรียงไกรจึงฉวยโอกาสอันล้ำค่าสำรวจดูทรัพย์สินภายใน และต้องตกตะลึงกับเครื่องเพชรนิลจินดา ซึ่งประเมินได้คร่าวๆ ว่าคงขายได้หลายตังค์อยู่ แต่เขาคงนึกไม่ถึงว่าจะมีค่ามหาศาลเพียงใด จึงวางแผนฉกเพชรมาได้ถึง 2 ครั้ง และผ่านด่านศุลกากรของทั้งสองประเทศมาได้อย่างง่ายดาย


ทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้คืนมา

ไม่นานทางการซาอุฯ ก็รู้ว่า เครื่องเพชรอันประเมินค่ามิได้ถูกหนุ่มคนงานไทยโจรกรรมออกมา จึงประสานมายังรัฐบาลไทยให้ติดตามเพชรประจำราชวงศ์ส่งคืนโดยเร่งด่วน

พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจ (ในขณะนั้น) จึงมอบหมายให้ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ผู้เคยรับผิดชอบพื้นที่ในเขตภาคเหนือออกติดตามเครื่องเพชรคืนให้แก่ทางการซาอุฯ

จากนั้น "อาถรรพณ์เพชรซาอุฯ" ก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ เมื่อนายเกรียงไกร ถูกชุดสืบสวนของ พล.ต.ท.ชลอ จับกุม และนำมารีดจนยอมคายเพชรออกมา แถมยังบอกด้วยว่ามีใครรับซื้อไปบ้าง เนื่องจากกลัวว่าจะถูกจับส่งไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ ซึ่งมีโทษเพียงสถานเดียว คือ "แขวนคอ"

การจับกุมนายเกรียงไกร ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ เริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้าง โดยมือปราบอย่าง พล.ต.ท.ชลอ ได้รับการยกย่องจากทางการซาอุฯ ให้เป็นแขกพิเศษ แถมยังถูกยกให้เป็น "ชี้ค" อีกด้วย


ทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้คืนมา


หลังจากนั้น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (ในสมัยนั้น) ได้เดินทางไปเยือนซาอุฯ อย่างเป็นทางการ แต่กลับต้องหน้าแตกหมอไม่รับเย็บเมื่อถูกฝ่ายซาอุฯ ตอกกลับเอาเจ็บๆ ว่า

"คุณเอาเพชรปลอมมาคืน แถมชุดที่เหลือยังหายไปอีกมาก แบบนี้แล้วเราจะสานความสัมพันธ์กันได้อย่างไร"

ประโยคอมตะดังกล่าวเล่นเอา "วงแตก" จนฝ่ายไทยต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาหาเพชรกันอย่างพลิกแผ่นดิน โดยสั่งให้เริ่ม "ย้อนรอย" ตั้งแต่ชุดทำงานของ พล.ต.ท.ชลอ เพื่อติดตามว่าเพชรไปอยู่ในมือใคร โดยมุ่งเน้นไปที่เส้นทางการซื้อขายเพชรเพื่อตรวจสอบดูว่า เพชรน่าจะอยู่ในมือใครบ้าง

การย้อนรอยครั้งนี้เองที่ทำให้ พล.ต.ท.ชลอ เริ่มเจออิทธิฤทธิ์ระลอกแรกของเพชรซาอุฯ!

กลุ่มบุคคลที่ "ถูกจับตา" เป็นรายต่อมา คือญาติๆ ของ พล.ต.อ.แสวง แต่ภายหลังเมื่อมีการตรวจสอบก็ไม่พบว่ามีมูลความจริงแต่อย่างใด


ทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้คืนมา


นอกจากนี้ นักการเมือง ตลอดจนคุณหญิง คุณนาย และ "คนมีสี" หลายคนก็ถูกกล่าวหาว่ามีการจัด "ปาร์ตี้เพชรซาอุฯ" ในสโมสรแห่งหนึ่ง กระทั่งพลอยถูกหางเลขไปด้วย

ระหว่างนั้น นายโมฮัมหมัด ซาอิค โคจา อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ก็ลงมือว่าจ้าง "ชุดสืบสวนพิเศษ" เพื่อแกะรอยอย่างลับๆ ว่า เพชรซาอุฯ อยู่ในมือใครบ้าง


Blue diamond


สำหรับเพชรชุดที่ทางการซาอุฯ ต้องการมากที่สุด คือ "บลูไดมอนด์" ซึ่งนายเกรียงไกรสารภาพกับนายโคจาว่าได้โจรกรรมมาจริง แต่จำไม่ได้แน่ชัดว่าอยู่ในมือใครระหว่างพ่อค้าเพชรกับชุดจับกุม

สาเหตุที่เพชรล้ำค่าชุดนี้ทางเชื้อพระวงศ์ของซาอุฯ ต้องการได้คืนมากที่สุด เนื่องจากเป็น "เพชรอาถรรพณ์" แม้กระทั่งช่างที่เจียระไนก็ต้องมีอันเป็นไปสาบสูญไปจากโลก จึงเป็นเพียงเพชรชุดเดียวที่มีอยู่ในโลก และไม่ว่าจะตกไปอยู่ในมือใคร กษัตริย์ซาอุฯ ก็จะจำได้เสมอ เพราะมีการทำตำหนิไว้ด้วย "แสงอินฟราเรด" อยู่ภายในใจกลางของเม็ด แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครหาพบ!?

ระหว่างที่ตามหาเพชรบลูไดมอนด์กันอยู่นั้น ก็เกิดเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุฯ ต้องเลวร้ายลงอีกครั้ง เมื่อเกิดคดี "ฆ่าเจ้าหน้าที่ทูตซาอุฯ" และยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้จนบัดนี้ !?!?

สองคดีบันลือโลกนี้เองที่ทำให้ฝ่ายไทยกระอักกระอ่วนใจมาตลอด เพราะเมื่อใดก็ตามที่นายโคจามีโอกาสได้พบกับตัวแทนระดับสูงฝ่ายไทยก็มักจะทวงถามอยู่เนืองๆ ว่า

"ช่วยตามเพชรบลูไดมอนด์กับคนร้ายที่ฆ่าคนของซาอุฯ ให้หน่อย"

ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุฯ ก็เริ่มเกิดแสงสว่างรำไรขึ้น เมื่อนายเกรียงไกรกล่าวพาดพิงถึงพ่อค้าเพชรย่านสะพานเหล็ก ชื่อ นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ โดยซัดทอดว่า นายสันติได้ซื้อเพชรไปจากนายเกรียงไกรเป็นจำนวนมาก รวมหลายครั้งด้วยกัน


ทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้คืนมา



นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีสะเทือนขวัญ "อุ้มฆ่าสองแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์"

กระทั่งล่วงมาสู่ยุคที่มีอธิบดีกรมตำรวจชื่อ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ จึงเริ่มมีการติดตามเพชรซาอุฯ อีกครั้ง โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.ชลอ และ พล.ต.ท.โสภณ สวิคามิน รับไปดำเนินการ

การรื้อคดีครั้งนี้จึงนำมาสู่การ "อุ้ม" ภรรยา และลูกของนายสันติ คือ นางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์ เพื่อนำตัวไปรีดข้อมูล โดยนำตัวไปกักไว้ที่รีสอร์ทใน จ.สระแก้ว นานนับเดือน และหวังว่านายสันติ จะนำเพชรบลูไดมอนด์มาคืน เพราะเชื่อว่านายสันติครอบครองอยู่

แต่นานวันเข้า นายสันติก็ไม่สามารถนำมาคืนได้ เนื่องจากได้นำไปให้คนอื่นแล้ว หลังจากนำไปแปลงสภาพให้พ่อค้าเพชรย่านเจริญนคร ก่อนจะนำไปให้ "บุคคลสำคัญ" คนหนึ่ง

การคุมขังสองแม่ลูกนานเกินไป ประกอบกับสองแม่ลูกจำหน้าทีมอุ้มได้ ทีมอุ้มเริ่มกลัว "ความลับรั่วไหล" จึงได้วางแผน "ฆาตกรรมอำพราง" โดยลงมือกระหน่ำตีจนเสียชีวิต ก่อนจะยัดร่างใส่รถเบนซ์ที่จอดอยู่กลางถนนเพื่อ "จัดฉาก" ให้รถบรรทุกพุ่งชนบริเวณ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี


ทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้คืนมา


ผลการชันสูตรเบื้องต้น โดย พล.ต.ต.ทัศนะ สุวรรณจูฑะ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวช (ในขณะนั้น) พิสูจน์ออกมาว่า "เป็นอุบัติเหตุ" แต่ น.พ.พล หิรัญศิริ พี่ชายของนางดาราวดี ออกมาคัดค้าน

ภายหลังจึงเกิด "ความแตก" เมื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รอง อ.ตร.และ พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรัตน์ ผบก.ป. (ในขณะนั้น) เข้าคลี่คลายคดีจึงรู้ว่าสาเหตุการตายเกิดจากการ "ฆาตกรรม"

อาถรรพณ์เพชรซาอุฯ รอบนี้เล่นเอา พล.ต.ต.ทัศนะ ต้อง "ลาออกจากตำแหน่ง" ในเวลาต่อมา!

จากนั้น พล.ต.ท.ชลอ พร้อม "ทีมอุ้ม" ตำรวจ-พลเรือนรวม 9 ราย รวมทั้ง พล.ต.ท.โสภณ จึงถูกสั่งจำคุก โชคดีที่หลักฐานต่างๆ สาวไปไม่ถึง พล.ต.ท.โสภณ จึงรอดพ้นคุกตะรางไปได้ แต่ พล.ต.ท.ชลอ ยังถูกจองจำจนถึงทุกวันนี้ ส่วนทีมอุ้มหลายคนก็เสียชีวิตไปในระหว่างดำเนินคดี!



ชีวิตในคุกของ "ชลอ เกิดเทศ"

วิธีการคลายเครียดอีกอย่างของป๋าลอ คือเรื่องกีฬา โดยเฉพาะ "ฟุตบอล" ซึ่งป๋าลอเคยเป็นนายกสมาคมอยู่ จึงเป็นคนแรกที่บุกเบิกการจัดแข่งขัน "ฟุตบอลคุก" จนมีสปอนเซอร์แห่เข้ามาสนับสนุน

ว่ากันว่า การจัดแข่งบอลคุกถือเป็นการ "สานต่อความฝัน" เมื่อครั้งที่ยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ป๋าลอเคยเปรยๆ เอาไว้ว่า

"ถ้าไม่ถูกจับเสียก่อนจะเอาเงิน 100 ล้านจากซาอุฯ มาทำทีมฟุตบอลไทย"

ถึงวันนี้ผ่านการพิจารณาคดีมาถึง 2 ศาลแล้ว แต่ยังไม่มีใครรู้ได้ว่า ท้ายที่สุดชะตากรรมของ พล.ต.ท.ชลอ จะลงเอยอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ชีวิตในวันนี้ของเขาย่อมไม่มีความสุขเหมือนในครั้งอดีตอย่างแน่นอน และคดีนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า "อาถรรพณ์เพชรซาอุฯ" นั้นทรงอิทธิฤทธิ์สมคำร่ำลือเพียงใด




ทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้คืนมา

เกร็ด

นายเกรียงไกรไปทำงานครั้งแรกที่วังดังกล่าวก็เห็นช่องทางโจรกรรม เพราะมองเห็นเพชรนิลจินดาอัญมณีของมีค่า แหวน นาฬิกา วางเกลื่อนกลาด ตามตู้โชว์โต๊ะแต่งตัว แม้แต่ตู้เซฟก็ยังมีกุญแจเสียบคาทิ้งไว้ ไม่มีการล๊อค


ดูเพชรไม่เป็น ใช้ของแข็งทุบเป็นการพิสูจน์
น่าสงสารนายเกรียงไกรมากที่ไม่มีปัญญาดูเพชร แต่พอมีความรู้อยู่บ้างว่าเพชรมีความแข็งแกร่งกว่าโลหะใด นายเกรียงไกรจึงเอาค้อนบ้าง ก้อนหินบ้าง ทุบที่อัญมณี เม็ดไหนทุบไม่แตกก็เชื่อว่าเป็นเพชร เก็บไปขาย พวกตัวเรือน เครื่องประดับที่เป็นโลหะ ถูกเอามาทุบรวมกันแล้วนำไปขายตามน้ำหนัก ราคาถูกๆ ได้เงินสดไป 5 ล้านบาท แบ่งนำฝากบัญชีไว้ในชื่อพ่อ ชื่อแม่ 1.3 ล้านบาท


ตอนที่ตำรวจติดตามเอาสิ่งของที่ถูกโจรกรรมกลับคืนจากแหล่งรับซื้อ มีร้านรับซื้อบางรายรู้ว่าสิ่งของที่ตนรับชื้อไว้เป็นของที่ถูกโจรกรรม ก็รีบนำเอาไปคืนเจ้าหน้าที่ เวลาคืนก็ต้องการคืนให้ครบ แต่อาจจะมีบางชิ้น บางส่วน แกะของจริงเอาไปขาย หาคืนแบบทันทีทันใดไม่ได้ ก็หาของปลอมยัดไส้เข้าไป ก็อาจจะเป็นได้ ส่วนของมีค่าที่ส่งคืนไม่ครบนั้น จนบัดนี้ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอยู่ที่ใคร


นายเกรียงไกรรู้ทันทีว่าภัยจะมาถึงตัว แต่ยังใจเย็น เพราะทางการไทยยังไม่รู้ เพชรอัญมณีของมีค่า ถูกลำเลียงขายไปที่แหล่งรับซื้อที่ลำปาง ทั้งคนขายและคนรับซื้อก็ไม่เคยเห็นของมีค่าชนิดใหญ่ๆ โตๆเช่นนี้มาก่อน แยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นของจริงหรือของปลอม ทำนองไก่ได้พลอย ตัวอย่าง สร้อยเพชร 1 เส้นมีเพชรหลายเม็ด น้ำหนักเพชรรวม 15 กะรัต นายเกรียงไกรขายไปเพียง 500 บาท คนรับซื้อที่ลำปางนำไปขายต่อที่ จ.พิษณุโลก คนรับซื้อของที่ จ.พิษณุโลกตาถึง นำไปขายร้านเพชรแถวหัวเม็ด (เยาวราช) ได้ราคาถึง 7 ล้านบาท



นายเกรียงไกร ถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน ระวางโทษ 1 ถึง 7 ปี ศาลยกโทษขึ้นมาในอัตราสูงสุด แต่นายเกรียงไกรรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง ขณะนั้ได้หมดโทษแล้ว


ปลายปี 2531 มี จนท.กงศุลของซาอุฯถูกลอบสังหารที่พัทยาในขณะกำลังนั่งดื่มเบียร์เคล้านารีอยู่ที่บาร์เบียร์พัทยาใต้ ในย่านของพวกมิดเดิลอีส คนร้ายควบมอเตอร์ไซด์มีชายมือปืนนั่งซ้อนท้าย แต่ละคนสวมหมากกันน็อค รถมอเตอร์ไชด์ของคนร้ายจอดห่างเป้าหมายประมาณ 30 เมตร คนร้ายที่นั่งซ้อนลงจากรถโดยยังสวมหมวกกันน๊อคอยู่ พร้อมชักอาวุธปืนพก AUTO ขนาด 6.35 หรือ ขนาด .32 ยิงแบบ Double Tribs คือปล่อยลูกกระสุน 2 นัดซ้อน ลูกกระสุนวิ่งคู่เข้าหาเป้าหมายคือ จนท.กงศุล ถูกบริเวณราวนมซ้าย 2 นัด แม่นราวจับวาง โดยในขณะนั้นคนร้ายที่ขับขี่รถ จยย.ก็ยังคร่อมอยู่บนรถและติดเครื่องรออยู่ แล้วคนร้ายที่เป็นผู้ลั่นกระสุนก็กระโดดขึ้นซ้อนท้าย จยย.คันเดิม เสียง จยย.แผดดังยาว แล้วรถ จยย.ของคนร้ายก็หายไปกับความมืดก่อนที่จะสิ้นเสียงเครื่องยนต์ด้วยช้ำ



เมื่อต้นปี พ.ศ.2532 นายซอแล๊ะ เลขานุการโทประเทศซาอุฯประจำประเทศไทย ถูกสังหารด้วยอาวุธปืนพก AUTO ขนาด 6.35 ถึงแก่ความตายในเขตท้องที่ สน.ลุมพินี เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายได้คือ“บังมุด” จำเลยปฏิเสธต่อสู้คดี ในที่สุดศาลยกฟ้อง หลังจากคดี“บังมุด”แล้วยังมีการฆ่าเกิดขึ้นอีก 2 ราย จนท.สถานทูตซาอุฯถูกยิงเสียชีวิต 3 ศพ และยังมีนักธุรกิจของประเทศซาอุฯถูกอุ้มหายไปอีก 1 คน ในขณะที่คดีเรื่องฆ่าการสืบสวนหาตัวคนร้ายยังไม่คลี่คลาย คดีโจรกรรมเพชรซาอุฯก็เกิดขึ้น


นายสันติเป็นพ่อค้าเพชรซึ่งรับซื้อเพชรที่ถูกโจรกรรมมาจากนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ผลพวงจากการับซื้อของโจร ทำให้เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุน ถูกข่มขู่ คุกคาม ถูกรีดไถ ที่น่าเศร้าก็คือ ในท้ายที่สุด เมียและลูกของเขาก็ถูกอุ้มไปฆ่าและเผาอำพรางคดี
แต่เรื่องแดงขึ้นมาเมื่อกรมตำรวจส่งพล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้นนำกำลังตำรวจกองปราบลงมาสะสางความจริงหลังได้รับการร้องเรียนจากญาติของนายสันติ ในที่สุด จึงพบว่า มีนายตำรวจ”ระดับบิ๊ก”เข้าไปพัวพันกับขบวนการอุ้มโหดนี้ด้วย คดีเพชรซาอุฯทำให้สังคมตระหนักถึงความเป็นองค์กรซ่อนเงื่อนของตำรวจ ในเวลาเดียวกัน


นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ จำเลยคดีรับของโจร (เพชรซาอุฯ) ไม่ยอมมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา จนศาลต้องออกหมายจับแล้วนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับทราบความคืบหน้า หรือการติดต่อประสานงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล อย่างไรก็ตาม ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาอีกครั้ง หากยังไม่ได้ตัวนายสันติมา ศาลอาญาก็จะอ่านคำพิพากษาของศาล ฎีกาลับหลังทันที




ปัจจุบัน มีข่าวลือและข่าวที่ไม่มีใครกล้ายืนยัน ต่างๆนานา


บ้างก็ว่า
ป๋าลอ นะเป็นแค่หมากในเกมนี้แค่นั้นเอง


บ้างก็ว่า
เพชรได้ถูกทุบแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วนำไปเจียรไนใหม่ไปแล้ว


บ้างก็ว่า
เพชรได้ถูกขายไปแล้ว ในประเทศเพื่อนบ้าน


บ้างก็ว่า
ยังเป็นเพชรเม็ดใหญ่ อยู่ที่ไหนซักที่หนึ่งในประเทศไทย


บ้างก็ว่า
เพชรบูลไดมอนด์ถูกนำไปประมูลขายในตลาดมืดที่ New York ราชวงค์ซาอุ ไปเจอเข้าและประมูลกลับมาแล้ว และยังรู้อีกว่าใครเป็นผู้ปล่อยประมูลไป


ไม่ว่าเพชรจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
ผู้ที่มีไว้ครอบครองหรือสวมใส่...ก็ไม่ได้มี่ความวิเศษเหนือมนุษย์แต่อย่างใด
ไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศ หายตัวได้ หรือ เป็นอมตะ
ยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเหมือนกัน

กลับกัน...กลับมีความทุกข์ในใจมากขึ้นไปอีกด้วย

และอีกในทางกลับกัน....เพชรบลูไดมอนด์นี้..จะยิ่งเพิ่มความอาถรรพ์ในตัวเองมากขึ้นไปอีก..เมื่อผ่านความโลภและกาลเวลาอย่างไม่จบสิ้น







ข้อมูลเพิ่มเติม


เพชร เป็นอัญมณีรูปแบบหนึ่งของคาร์บอน จัดเรียงตัวเป็นทรงแปดหน้า เป็นแร่ที่แข็งที่สุดตามสเกลของโมส์ (Moh's scale) มีค่าความแข็งเท่ากับ 10

เพชรมีหลายสี สีที่นิยมที่สุดคือสีขาวบริสุทธิ์ สีที่หายากคือสีแดง ฟ้า เขียว ส้ม ชมพู เรียก "แฟนซีไดมอนด์" มีราคาสูงมาก การเจียระไนเป็น 52 เหลี่ยมนับว่าสวยที่สุด เพชรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความแข็งแกร่ง แหล่งของเพชรมีอยู่ทั่วโลก ส่วนมากพบที่บราซิลและแอฟริกาใต้




ที่มาของชื่อ
คำว่า เพชร ในภาษาไทย มาจาก वज्र (วชฺร) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สายฟ้า หรืออัญมณีชนิดนี้ก็ได้ ส่วนในภาษาอังกฤษ "diamond" มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ αδάμας (adamas) ซึ่งมีความหมายว่า ไม่มีใครชนะได้ ภายหลังได้แผลงเป็น adamant, diamaunt, diamant และ diamond ในที่สุด


หลักสากล 4Cs
การจำแนกระดับต่างๆของเพชรให้ดูถึงความบริสุทธิ์ที่เพชรมี ในหลักสากล สามารถแบ่งออกเป็น 4Cs ใหญ่ๆ ด้วยกันคือ Clarity (ความบริสุทธิ์) , Carat (น้ำหนักเพชรเทียบเป็นกะรัต) , Color (สีของเพชร) และสุดท้าย Cut (รูปแบบและทรงการเจียระไน)





ระดับความบริสุทธิ์ (Clarity)
การจำแนกความบริสุทธิ์ของเพชร สามารถจำแนกได้ตามหลักสากล ดังนี้

1.Flawless (FL) - เป็นเพชรชั้นยอดน้ำงามที่สุด ไม่มีตำหนิหรือมลทินใดๆในทั้งเนื้อเพชรและผิวของเพชร

2.Internal Flawless (IF) - เป็นเพชรชั้นยอดที่ไม่มีตำหนิภายในเนื้อเพชรเลย

3.Very Very Small Inclusion (VVS1 / VVS2) - เป็นระดับของเพชรที่มีมลทินในเนื้อเพชรให้เห็นได้น้อยมากๆ อาจจะต้องใช้กล้องชนิดพิเศษส่องจึงเห็น จำแนกออกเป็นระดับ 1 และ 2 ตามลำดับ หากตำหนิน้อยมากจะใช้ VVS1 หากตำหนิที่สามารถเห็นได้ชัดมากขึ้นจะใช้ VVS2

4.Very Small Inclusion (VS1 / VS2) - เป็นระดับของเพชรที่มีมลทินในเนื้อเพชรในระดับที่ต้องใช้กล้องชนิดพิเศษส่องดูจึงเห็น แต่โดยทั่วไปแล้วจะสามารถเห็นได้ชัดเจนมากกว่าระดับ VVS และอาจมีสีต่างๆในเนื้อของมลทินที่สามารถมองเห็นได้

5.Small Inclusion (SI1 / SI2) - เป็นระดับของมลทินที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะมีขนาดที่เล็กอาจจะต้องสังเกต หรือใช้กระดาษขาวทาบและมองกับแสงไฟจึงเห็นชัดขึ้น ในระดับสายตาของผู้ยังไม่ชำนาญการ จะต้องใช้เวลานานในการสังเกต

6.Inclusion (I1 / I2 / I3) - เป็นระดับมลทินที่สามารถสังเกตด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะมีเยอะมาก จนทำให้สังเกตได้เยอะ


กะรัต (Carat)
น้ำหนักซึ่งเป็นมาตรฐานในการวัดน้ำหนักของอัญมณี ซึ่งเทียบกับมาตราเมตริกได้ 0.2 กรัม ทั้งนี้ มาตรน้ำหนักกะรัตนี้ สามารถวัดระดับความบริสุทธิ์ของทองคำได้อีกด้วย ซึ่งทองคำ 24 กะรัตมีค่าความบริสุทธิ์ 100%

ที่มาของคำว่ากะรัต มาจากเมล็ดของผล การัต ซึ่งเมล็ดของผลชนิดนี้จะมีน้ำหนักเท่ากันทุกเมล็ด ซึ่งในสมัยโบราณนิยมใช้กันมาก เพราะไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการวัด จึงนำเอาเมล็ดจากผลการัต มาเป็นหน่วยในการวัดน้ำหนักของอัญมณี




สี (Color)
การจำแนกเฉดสีของเพชร สามารถเรียงจาก D ไปจนถึง Z ซึ่งหากแทนด้วยอักษร D จะหมายถึง มีความขาวใส สะอาดมากที่สุด ส่วนเฉดสีอื่นๆ จะไล่ไปเรื่อยๆเช่น สีเหลืองอ่อน อาจจะแทนด้วยอักษร G สีเหลืองแชมเปญ จะไล่ลงไปเป็น L เหลืองเข้ม จะใช้แทนด้วย P จนกระทั่งไปถึงตัวอักษร Z ที่จะเป็นสีเหลืองสด และถูกแยกออกเป็นเฉดสีเพชรแฟนซี

การจำแนกสีของเพชร จะแยกเฉพาะโทนสี ขาว และเหลืองเท่านั้น หากแยกออกไปจากนี้จะเป็นรูปแบบเพชรแฟนซี ซึ่งจะมีสีสันสดใสและแปลกตาออกไป

เหตุที่แยกโทนสีเฉพาะสีเหลืองเพราะว่า คาร์บอนในตัวของเพชร เมื่อได้รับความร้อนหรือสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบอื่นๆ จะทำให้เพชรมีสีแตกต่างออกไป เช่นสีน้ำเงิน อาจมีไทเทเนียมและเหล็กเจือปน หรือสีแดงอาจจะเป็นโครเมียมเจือปน ซึ่งทำให้เพชรแฟนซี มีสีสันแตกต่างออกไป และราคาแพงมากกว่าสีขาว เนื่องจากหายาก แต่อย่างไรก็ตาม เพชรสีขาวใสสะอาด เป็นที่นิยมมากกว่าเพชรแฟนซี





เพชรสีขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เจียระไนแล้ว)


อันดับ1 คือ เพชรคัลลิแนน 1 (The Great Star of Africa)
หนัก 530.20 กะรัต ประดับอยู่ที่พระคฑาของกษัตริย์แห่งอังกฤษ





อันดับ2 คือ เพชรคัลลิแนน 2 (The Lesser Star of Africa)
หนัก 317.40 กะรัต ประดับอยู่บนพระมหามงกุฎของกษัตริย์แห่งอังกฤษ





อันดับ3 คือ เพชรเซ็นเท็นนารี (The Centenary of Diamond)
หนัก 273 กะรัต น้ำหนักก้อนก่อนเจียระไน คือ 599 กะรัต ขุดได้ที่เหมืองพรีเมียร์เช่นเดียวกับเพชรคัลลิแนน



Comment

Comment:

Tweet

#2 By (49.230.144.192|49.230.144.192) on 2015-03-25 12:02

#1 By (1.47.203.41|1.47.203.41) on 2014-03-20 14:46