แสงแดดแผดร้อนแสนระอุ ในยามบ่ายของวันเสาร์ที่ผ่านมา... เมฆฝนหลีกฟ้าเป็นใจให้กองทหารจำแลง จัดทัพอวดศักดา ณ โรงถ่ายภาพยนตร์พร้อมมิตรฯ

 

 

ก่อนที่เราจะได้ชมความยิ่งใหญ่อลังการ ของการจัดกระบวนทัพ สมเด็จพระนเรศวร ตามราชประเพณีโบราณ สิ่งแรกที่ควรไปเยือนก็คือ ตลาดแห่ง เมืองโยเดีย แม่ค้าแห่งเมืองโยเดียเขาเตรียมข้าวปลาอาหารมาจำหน่าย ให้จับจ่ายใช้เบี้ยกันสนุกมือ ตลาดโยเดียจำแลงมาจากสมัยที่ไทยเสียกรุง แล้วถูกพม่ากวาดต้อนไปยังหงสาวดี มีชุมชนชาวไทยเล็ก ๆ  ที่ชาวพม่าเรียกขานกันว่า 'โยเดีย' มาจากคำว่า อโยธยา นั่นเอง

 ไม่ต้องอาศัยไทม์แมชชีนของโดราเอมอนก็ย้อนยุคกลับไปเมื่อ 400 กว่าปีก่อนได้สบาย ๆ ตามประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า เมื่อปีพุทธศักราช 2112 อาณาจักรอโยธยา ได้เสียเอกราชให้แก่ชาวหงสาวดีเป็นครั้งแรก 15 ปี ต่อมา พระนเรศวร อุปราชแห่งอโยธยา ทรงประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นแก่อาณาจักรหงสาวดีอีกต่อไป และเสด็จขึ้นครองราชย์ แทนสมเด็จพระราชบิดา ในปีพุทธศักราช 2133 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวรแห่งราชวงศ์สุโขทัย พระบรมเดชานุภาพ ในความกล้าหาญ และพระปรีชาสามารถของพระองค์ ได้แผ่ระบือไปทั่วทุกสารทิศ ปวงชนชาวไทยจึงพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 ประวัติศาสตร์ของการกอบกู้เอกราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ถือว่าเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวทริปนี้ที่ ‘โรงถ่ายพร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอ’ จัดอาหารกลางวัน ให้ชิมเมนูพิเศษชื่อ หมูกระด้ง หรือ สเต๊กบ้านนอก ชาวบ้านเขานำเนื้อหมูมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอคำ (แทนที่จะเป็นชิ้นใหญ่แบบสเต๊กทั่วไป) หมักเกลือ พริกไทย แล้วผัดกับเนย เสิร์ฟในกระทงทางมะพร้าว ราดน้ำเกรวี่ ขายกระทงละ 4 เบี้ย (เท่ากับ 40 บาท)

 ยังมีเมนูรักษ์สุขภาพอย่าง ข้าวยำปักษ์ใต้ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ผัดไทยใส่กระทงใบตอง ส่วนของหวาน เป็นขนมที่ไม่ค่อยพบเห็นกันง่าย ๆ นักอย่าง ขนมถังแตก ไปจนถึง ขนมถ้วย (กระทงละ 10 บาท) น่ารักน่าเอ็นดู (แม่ค้าตัวน้อย) นั่งขายผักสดกำละ 1 เบี้ย เท่ากับ 10 บาท ฯลฯ ผักสดประดามี มีขายในตลาดนี้ทั้งหมด คณะทัวร์ต่างจับจ่ายใช้เบี้ยกันสนุกมือ กว่าจะออกจากตลาดนี้เห็นทีพุงกางสุด ๆ เพราะคุณสุรพันธ์ กุศลส่ง ผู้จัดการ พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอบอกว่าเลือกร้านอร่อยจัดให้โดยเฉพาะ จีบให้มาขายที่นี่โดยไม่คิดค่าแผง แต่มีข้อแม้ว่าแม่ค้าต้องแต่งกายตามคอนเซปต์ คือนุ่งผ้าโจงกระเบน ห่มผ้าแถบ แสร้งเป็นชาวโยเดียอย่างแนบเนียน ทีแรกเข้าใจว่าแม่ค้าเป็นดาราที่เข้าฉากในหนังเสียอีก

 เดินชมตลาดไปจนถึงร้านสุดท้าย ก่อนถึงประตูทางเข้า โบสถ์มหาเถรคันฉ่อง ทางขวามือมีร้านขายดอกไม้ ที่หลายคนจับจ่ายไปไหว้พระ ตรงข้ามกันมีร้านหนึ่งเด็ดมาก เขาขาย ทอดมันปลากราย และ ฮ่อยจ๊อ สอบถามประวัติปรากฏว่าเป็นร้านของ แม่บ๊วย สวนแตง ที่มีชื่ออยู่ในตลาดปากแพรก นั่นเอง

 ‘วัลย์อุษา เลิศรุ่งวิเชียร’ ลูกสาวแม่บ๊วย วันนี้มาขายไกลถึงตลาดโยเดีย นำเสนอเมนูแปลกชื่อ หัวใจรจนา ราคาขายดวงละ 2 เบี้ย ลูกใหญ่เบ้อเริ่ม  เป็นไข่เค็มทั้งใบห่อด้วยปลากรายแล้วทอด ผ่าครึ่งออกมาเห็นไข่แดง-ไข่ขาว และทอดมันปลากราย  และยังมี หัวใจเจ้าเงาะ ที่เปลี่ยนจากไข่เค็มมาเป็นไข่เยี่ยวม้า เห็นสีดำได้ใจจริง ๆ กำลังเพลินชมหัวใจหลายดวง พลันไปสะดุดตาที่... คุณตัน โออิชิ แอบแวะมาจอดที่สถานีนี้อยู่นานพอควร...

 ขบวนนักท่องเที่ยวย้อนรอยประวัติศาสตร์นเรศวร เมื่อเริ่มอิ่มท้องแล้วก็แวะไหว้พระ เสร็จแล้วก็เดินไปปักหลักอยู่แถวกำแพงเมือง เพื่อเฝ้ารอขบวนเคลื่อนทัพของพระนเรศวร ที่ได้ฤกษ์ออกศึกเวลาประมาณ 16.00 น. แสงแดดช่างกล้านัก ไม่แคร์ผิวบาง ๆ ของใครทั้งสิ้น ขอเตือนว่ากรุณาใช้โลชั่นกันแดด เอสพีเอฟสูง ๆ หรือกางร่มใส่หมวก ป้องกันผิว ป้องกันตัวเอาไว้ เดี๋ยวไม่สบายไปนะจ๊ะ

 เมื่อขบวนทัพเคลื่อนมา.... เสียงบรรยายทำให้เราได้รู้ว่า การจัดขบวนทัพสมัยนั้นเป็นอย่างไร เหมือนได้ย้อนยุค ย้อนกลับไปรู้ค่าของคุณแผ่นดิน ที่บรรพบุรุษของเรารักและหวงแหน ปกปักรักษาไว้เพื่อเราทุกคน 

 ชมแล้วก็เข้าสู่กำแพงเมืองหงสาวดี ไปดู สีหสาสนบัลลังก์  คุกใต้ดิน ตำหนักพระนเรศวร แล้วนั่งรถรางไปลองยิงปืนไฟโปรตุเกส มีทีมสเปเชียลเอฟเฟค์ ดูแลอย่างใกล้ชิด ชม สรรเพชรปราสาท อันสวยงาม มีมัคคุเทศก์บรรยายทุกจุด ขอเพียงคุณตั้งใจฟังก็จะได้ความรู้เชิงประวัติศาสตร์เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย

 ชม กำแพงเมืองอโยธยา หมู่บ้านอโยธยา ตำหนักบุเรงนอง ไปจนถึงห้องเก็บอุปกรณ์ประกอบฉาก ราคาแพง ที่สั่งทำพิเศษเพื่อการถ่ายทำภาพยนตร์ให้สมจริง เช่น เครื่องทองเหลืองสั่งทำจากอินเดีย เครื่องลายคราม เซรามิคสั่งจากจีน เช่น บาตรของมหาเถรคันฉ่อง ที่เอาไว้ทำน้ำมนต์ ของจริงเป็นหยกเขียว ชุดเชี่ยนหมากของพระนเรศวร (ราคานับหมื่น) แต่ก็ยังไม่แพงเท่าเสื้อผ้าของบุเรงนอง ราคานับล้าน มีห้องเก็บศาสตราวุธ ห้องเก็บผ้าไหม เรียกได้ว่ามาชมโรงถ่ายทั้งหมดใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ไม่เกินสองชั่วโมง ก็เรียกได้ว่าชมทั่วถึงแล้ว ทว่าหากการถ่ายทำในภาค 3-4 เสร็จสิ้นลง จะเปิดให้ชมสถานที่เพิ่มเติมอีก

 ค่าเข้าชมราคา 100 บาท เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ราคา 50 บาท ส่วนชาวต่างชาติ 200 บาท เปิดให้ชมทุกวันเวลา 09.00 - 08.00 น.ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ หากจะมาชมการแสดงก็ต้องไปเที่ยวที่อื่นก่อน เช่น น้ำตกเอราวัณ เขื่อนศรีนครินทร์ ชมทางรถไฟสายมรณะ ที่ถ้ำกระแซ ชอปปิงซื้อของฝาก สุดท้ายค่อยมาเที่ยวที่โรงถ่าย เพื่อชิมของอร่อยในตลาดโบราณ ชมการแสดง และสถานที่ต่าง ๆ ในโรงถ่าย ก่อนกลับบ้านแวะซื้อของฝากที่มีอยู่หลากหลายร้านให้เลือก ถ้าใครอยากชิมลูกชิ้นปลากระเบนแสนอร่อยก็แวะที่ร้าน 'รจนา' ใครชอบเมนูหวานอย่างซ่าหริ่ม แนะนำร้าน 'วุ้นเส้น' ส่วนใครชอบรสเปรี้ยวอมหวานของมะขามแก้ว แวะไปที่ 'ร้านแก้ว' ได้เลย

 ไปเที่ยววันเดียวไม่กลับจะแวะพักค้างคืน ใกล้ ๆ กันก็มีที่พักดี ๆ ให้เลือก เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ แถวนั้นที่พักได้มาตรฐาน ISO อาหารอร่อย เช่นเมนูปลาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นปลาแรดทอดน้ำปลา ปลาคังลวกจิ้ม แม้แต่ปลาทูกับน้ำพริก ต้มยำน้ำใส ผัดผักธรรมดา ๆ แม่ครัวห้องอาหารเรือนธาราไม่ทำให้ผิดหวัง เรียกได้ว่าวิวห้องอาหารดูดีแถมยังมีคุณภาพด้านการปรุงอีกด้วย

 เราไปเยือนกาญจนบุรีหนนี้ ได้เที่ยวถ้ำกระแซเป็นครั้งแรก เป็นที่พักของเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถูกกวาดต้อนมาก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะไปสู่พม่า ถ้ำแห่งนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ มองจากด้านหน้าถ้ำเห็นทิวทัศน์ของทางรถไฟเลียบแม่น้ำแควน้อยอันงดงาม และถือว่าเป็นจุดที่โหดร้ายที่สุดในการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ยังทิ้งร่องรอยหลุมระเบิดเมื่อปี พ.ศ.2488 ไว้เป็นอนุสรณ์อีกด้วย

 ส่วนน้ำตกเอราวัณ เป็นอีกแห่งที่ไปเยือนครั้งใดก็ไม่เบื่อ น้ำตกสูง 7 ชั้น มองดูคล้ายกับช้างสามเศียร หรือช้างเอราวัณ สัมผัสความสวยงาม ชุ่มฉ่ำเย็น น้ำใสสะท้อนเป็นสีเขียวมรกต ปลาพลวงแหวกว่ายมองแล้วทำให้ใจสงบอย่างบอกไม่ถูก ปลาพลวงเป็นปลาน้ำจืดที่อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน ลำตัวเจ้าปลาตัวน้อยเป็นสีน้ำตาลอมเขียว เกล็ดใหญ่ ครีบสีน้ำเงินเข้ม ส่วนหัวของปลาค่อนข้างเล็ก นัยน์ตาเล็ก มีหนวดยาวเหมือนปลามังกร มักอาศัยอยู่ตามธารน้ำตก หรือลำห้วย ที่มีน้ำใสสะอาด หรือบางทีเราอาจจะพบเจ้าปลาชนิดนี้ในแม่น้ำ เช่นในแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำวัง หรือแม้กระทั่งแม่น้ำโขงก็ยังมี

 ขอบอกว่าเที่ยวน้ำตกในหน้าฝนนี่สวยสุด ๆ เลย มาเอราวัณครั้งนี้ก็เหมือนครั้งก่อนคือ มักจะเห็นฝรั่งลงเล่นน้ำมากกว่าคนไทย  ซึ่งคนไทยเรานิยมปูเสื่อปิกนิกตั้งวงดื่มกิน (ดื่มน้ำเปล่า กินอาหาร) กันในครอบครัว เห็นแล้วทำให้คิดว่า คราวหน้ามาเยือนจะไม่ลืมพกเสื่อ และเตรียมอาหารคาวหวาน มานั่งปักหลักสวมอารมณ์ชิลล์-ชิลล์ กับเขาบ้าง
 แต่ขอบอกว่า อุทยานแห่งนี้เขาห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มขึ้นไปที่ชั้น 3 ของน้ำตก อนุญาตเฉพาะชั้น 1-2 เท่านั้น ถ้านำน้ำดื่มชั้น 3-7 ต้องจ่ายมัดจำขวด 20 บาท เพื่อรักษาความสะอาดบริเวณน้ำตกนั่นเอง

 จากนั้นทัพเราก็เคลื่อนพลไปบุกแคมป์ช้างทวีชัย เสียดายที่วันนี้พระพิรุณเทคิวลงมาเสียก่อน ทำให้เราอดขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน (ฮา) ก็เลยอดเปลี่ยนบรรยากาศการชมป่า โดยให้เจ้าตัวใหญ่ (ช้าง) พาชมทิวไม้ ลัดเลาะสายธาร ไม่เป็นไร เปลี่ยนมานั่งชมการแสดงของเจ้าช้างตัวน้อยแทนก็แล้วกัน ตลอดเดือนกันยายนศกนี้ โรงแรมหลายแห่งลดค่าที่พัก แถมยังพาเข้าชมโรงถ่ายภาพยนตร์ฟรีอีกด้วย

 ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก...

ข้อมูลที่พักและท่องเที่ยว :

- บ้านพักรับรองเขื่อนศรีนครินทร์ - 034-574001 ต่อ 2445, 2447
- ร้านอาหารเรือนธารา - 034-574001 ต่อ 2500-2
- ร้านแก้วของฝาก -034-612178
- โรงถ่ายภาพยนตร์ บ.พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอ 034-532-057-8 และ 02-736-2300
www.prommitrfilmstudio.com
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จ.กาญจนบุรี 034-511200 และ 034-512500,034-623691 www.tat.or.th/kanchanaburi
- รอยัลริเวอร์แคว รีสอร์ท แอนด์ สปา 034-653297
- แคมป์ช้างทวีชัย 034-697-495
www.twcelephantcamp.com  หรือคุณพัชรินทร์ หลงสกุล 081-774-8301
- เอราวัณ เลค รีสอร์ท 034-574003
- อุทยานแห่งชาติน้ำตกเอราวัณ 034-574-222
- สนามกอล์ฟ 034-574001 ต่อ 2511

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet